กระจกมีกี่ประเภท? เลือกอย่างไรให้เหมาะกับบ้านและคุ้มราคา

กระจกมีกี่ประเภท

ประเภทของกระจกที่นิยมใช้ในปัจจุบันมีหลากหลายประเภท คำถามว่ากระจกมีกี่ประเภทขึ้นอยู่กับคุณสมบัติในการนำกระจกไปใช้งาน โดยครอบคลุมตั้งแต่กระจกธรรมดาหรือกระจกโฟลต กระจกนิรภัยเทมเปอร์ กระจกนิรภัยลามิเนต ไปจนถึงกระจกประหยัดพลังงานอย่างกระจกสะท้อนแสงและกระจกฉนวนความร้อน

ติดต่อตัวแทนจำหน่าย ประตูหน้าต่าง TOSTEM KUNNAPAB

กระจกมีกี่ประเภทและมีความแตกต่างกันอย่างไร

ประเภทของกระจกทั่วไปและกระจกนิรภัยที่นิยมใช้ในปัจจุบัน

ประเภทของกระจกที่นิยมใช้ในปัจจุบันแบ่งออกเป็น 5 กลุ่มหลัก ได้แก่ กระจกโฟลตพื้นฐาน กระจกนิรภัยเทมเปอร์ กระจกนิรภัยลามิเนต กระจกสะท้อนแสง และกระจกฉนวนความร้อน (IGU) ซึ่งแต่ละประเภทมีคุณสมบัติและการใช้งานที่แตกต่างกันตามความต้องการด้านความปลอดภัยและการควบคุมความร้อน

  1. กระจกโฟลต (Float Glass) เป็นกระจกแผ่นเรียบพื้นฐานที่มีทั้งแบบใสและแบบตัดแสง (Tinted) โดยกระจกตัดแสงจะผสมออกไซด์ของโลหะเพื่อช่วยลดความร้อนและเพิ่มความเป็นส่วนตัว แต่กระจกกลุ่มนี้จะแตกเป็นชิ้นแหลมคมจึงไม่เหมาะกับจุดที่เสี่ยงต่อการกระแทก
  2. กระจกเทมเปอร์ (Tempered Glass) เป็นกระจกนิรภัยที่ผ่านกระบวนการทางความร้อนจนแข็งแรงกว่ากระจกธรรมดา 3-5 เท่า เมื่อแตกจะกลายเป็นเม็ดเล็กๆ คล้ายเมล็ดข้าวโพดเพื่อลดอันตราย นิยมใช้ทำฉากกั้นอาบน้ำ ประตู และผนังกั้นห้อง แต่ไม่สามารถตัดหรือเจาะรูได้หลังจากผ่านกระบวนการเทมเปอร์แล้ว
  3. กระจกลามิเนต (Laminated Glass) ประกอบด้วยกระจกตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไปยึดติดกันด้วยชั้นฟิล์ม (Interlayer) ซึ่งช่วยยึดเศษกระจกไม่ให้หลุดร่วงเมื่อแตก จึงเหมาะสำหรับราวกันตก หลังคากระจก และงานที่ต้องการความปลอดภัยสูงหรือป้องกันการบุกรุก รวมถึงช่วยป้องกันรังสียูวีและลดเสียงรบกวนได้ดี
  4. กระจกสะท้อนแสง (Reflective Glass) มีการเคลือบผิวเพื่อสะท้อนความร้อนและรังสีออกจากตัวอาคาร ช่วยลดภาระการทำความเย็นได้ดีแต่จะทำให้ความสว่างภายในลดลงและมีการสะท้อนแสงภายนอกที่สูง
  5. กระจกฉนวนความร้อน (Insulating Glass Units – IGU) เป็นระบบกระจก 2 ชั้นที่มีช่องว่างอากาศหรือก๊าซเฉื่อยตรงกลางเพื่อป้องกันความร้อนและเสียง มักใช้ร่วมกับกระจก Low-E เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการประหยัดพลังงาน โดยสามารถลดความร้อนได้ถึง 56-73% เมื่อเทียบกับกระจกชั้นเดียว
ติดต่อตัวแทนจำหน่าย ประตูหน้าต่าง TOSTEM KUNNAPAB

เจาะลึกคุณสมบัติของกระจกแต่ละชนิดเพื่อการใช้งานที่ถูกต้อง

กระจกโฟลต (Float Glass) เป็นกระจกแผ่นพื้นฐานที่มีความโปร่งแสงสูงและราคาประหยัดที่สุด แต่เมื่อแตกจะเป็นเศษแหลมคมขนาดใหญ่จึงไม่เหมาะกับจุดที่เสี่ยงต่อการกระแทก ส่วน กระจกตัดแสง (Tinted Glass) ผลิตโดยการผสมออกไซด์ของโลหะลงในเนื้อกระจกเพื่อช่วยดูดซับความร้อนและลดความจ้าของแสง แต่ตัวกระจกจะสะสมความร้อนสูงขึ้นจึงมักต้องนำไปผ่านกระบวนการเทมเปอร์เพื่อป้องกันการแตกร้าวจากความร้อน

กระจกเทมเปอร์ (Tempered Glass) เป็นกระจกนิรภัยที่ผ่านกระบวนการอบความร้อนจนแข็งแกร่งกว่ากระจกธรรมดา 3-5 เท่า เมื่อแตกจะกลายเป็นเม็ดข้าวโพดที่มีความคมน้อย เหมาะสำหรับฉากกั้นอาบน้ำ ประตู และหน้าต่างอาคาร แต่มีข้อจำกัดสำคัญคือไม่สามารถตัด เจาะ หรือเจียรขอบได้หลังผ่านการอบ กระจกลามิเนต (Laminated Glass) ประกอบด้วยกระจกตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไปยึดติดกันด้วยแผ่นฟิล์มตรงกลาง เมื่อแตกเศษกระจกจะยังยึดติดกับฟิล์มไม่ร่วงหล่นลงมา จึงปลอดภัยสูงสุดสำหรับใช้ทำราวกันตก หลังคากระจก และหน้าต่างที่ต้องการป้องกันการบุกรุกหรือลดเสียงรบกวน

กระจกสะท้อนแสง (Reflective Glass) มีการเคลือบผิวเพื่อสะท้อนรังสีความร้อนออกไปจากอาคาร ช่วยลดภาระการทำความเย็นได้ดีแต่จะทำให้แสงสว่างส่องผ่านได้น้อยลงและมีค่าการสะท้อนแสงภายนอกสูง และ กระจกฉนวนความร้อน (Insulating Glass Units – IGU) เป็นระบบกระจกสองชั้นที่มีช่องว่างอากาศหรือก๊าซเฉื่อยตรงกลาง มักใช้ร่วมกับ กระจก Low-E เพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการกันความร้อนและเสียง โดยสามารถลดความร้อนจากแสงแดดได้ถึง 56-73% เมื่อเทียบกับกระจกชั้นเดียว เหมาะสำหรับห้องที่รับแดดจัดหรือต้องการประหยัดพลังงานไฟฟ้าในระยะยาว

อินโฟกราฟิกประเภทกระจกสำหรับบ้าน กระจกเทมเปอร์ ลามิเนต ฉนวนกันความร้อน และกระจกตัดแสง
ประเภทของกระจกชนิดต่างๆ

กระจกนิรภัยเทมเปอร์ vs กระจกลามิเนต

กระจกนิรภัยเทมเปอร์และกระจกลามิเนตเป็น กระจกนิรภัยหลักสองประเภท ที่มีคุณสมบัติและการใช้งานต่างกัน โดยกระจกเทมเปอร์มีความแข็งแรงกว่ากระจกธรรมดา 3-5 เท่า เมื่อแตกจะกลายเป็นเม็ดข้าวโพดขนาดเล็กเพื่อลดอันตรายจากการถูกบาด เหมาะสำหรับฉากกั้นอาบน้ำ ประตู และหน้าต่างที่เสี่ยงต่อการกระแทก แต่ไม่สามารถตัดหรือเจาะรูได้หลังจากผ่านกระบวนการอบความร้อนแล้ว

คุณสมบัติ กระจกนิรภัยเทมเปอร์ (Tempered Glass) กระจกลามิเนต (Laminated Glass)
ลักษณะการแตก แตกเป็นเม็ดเล็กๆ กระจายตัวออก แตกแล้วเศษกระจกยังยึดติดกับแผ่นฟิล์ม ไม่หลุดร่วง
ความแข็งแรง สูงกว่ากระจกธรรมดา 3-5 เท่า เน้นการยึดเกาะและความปลอดภัยหลังการแตก
การใช้งานหลัก ประตู, ฉากกั้นอาบน้ำ, ผนังกระจกภายใน ราวกันตก, หลังคากระจก, กระจกกันขโมย
จุดเด่นเพิ่มเติม ทนทานต่อแรงกระแทกและแรงดันลม ป้องกันรังสียูวีและเก็บเสียงได้ดีกว่า
ราคาประมาณการ 1,800–3,500 บาท/ตร.ม. 2,500–4,500 บาท/ตร.ม.

กระจกลามิเนตผลิตโดยการนำกระจกตั้งแต่ 2 แผ่นขึ้นไปมาติดกันด้วยฟิล์ม จึงมีความปลอดภัยสูงกว่าในแง่การป้องกันการร่วงหล่นหรือการบุกรุก เนื่องจากแผ่นฟิล์มจะช่วยยึดเศษกระจกไว้ไม่ให้เกิดช่องโหว่ทันทีที่แตก จึงเป็นวัสดุมาตรฐานสำหรับงานที่อยู่เหนือศีรษะหรือตำแหน่งที่ต้องการป้องกันการตกจากที่สูง ในขณะที่กระจกเทมเปอร์จะเน้นความแข็งแรงของผิวหน้าเพื่อรับแรงกระแทกโดยตรงเป็นหลัก

กระจกฉนวนกันความร้อนและกระจกสะท้อนแสง

กระจกฉนวนกันความร้อน (IGU) และกระจกสะท้อนแสงเป็น ระบบกระจกที่เน้นการควบคุมความร้อน โดยมีกลไกการทำงานและประสิทธิภาพต่างกัน กระจกสะท้อนแสงทำงานด้วยการเคลือบผิวโลหะเพื่อสะท้อนรังสีความร้อนออกไปจากตัวอาคาร ช่วยลดค่าการส่งผ่านความร้อนจากแสงอาทิตย์ (SHGC) และเพิ่มความเป็นส่วนตัว แต่อาจทำให้ห้องมืดลงหรือเกิดเงาสะท้อนภายนอกสูง โดยกระจกสะท้อนแสงทั่วไปมีความหนา 5–12 มม. เหมาะสำหรับพื้นที่ที่ต้องปะทะแสงแดดจัดโดยตรง

กระจกกันความร้อน IGU หรือที่เรียกกันว่ากระจก 2 ชั้น เป็นระบบกระจกตั้งแต่สองแผ่นขึ้นไปประกบกันโดยมีช่องว่างอากาศแห้งหรือก๊าซเฉื่อยคั่นกลางเพื่อลดการนำความร้อน กระจก IGU มีประสิทธิภาพสูงกว่ากระจกแผ่นเดียวมาก โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับการเคลือบ Low-E ซึ่งช่วยลดค่าความร้อน (U-value) ได้ดีเยี่ยม ข้อมูลเปรียบเทียบระบุว่ากระจกฉนวน Low-E IGU สามารถลดความร้อนได้ถึง 56–73% และมีค่า SHGC ต่ำในช่วง 0.18–0.42 ขณะที่กระจกตัดแสงทั่วไปลดได้เพียง 35–48%

การเลือกใช้งานขึ้นอยู่กับงบประมาณและตำแหน่งของห้อง กระจกสะท้อนแสงมีราคาประมาณ 800–1,300 บาทต่อตารางเมตร ส่วนกระจกฉนวนกันความร้อน Low-E IGU มีราคาสูงกว่าในช่วง 4,000–8,000 บาทต่อตารางเมตร จึงมักเลือกใช้กระจกฉนวนในห้องที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลาหรือห้องทิศตะวันตกเพื่อความคุ้มค่าในการประหยัดพลังงานระยะยาว ทั้งนี้ต้องตรวจสอบความหนารวมของระบบกระจกให้เหมาะสมกับกรอบเฟรมที่รองรับได้ ซึ่งมักจำกัดอยู่ที่ประมาณ 12–24 มม. ตามประเภทของบานหน้าต่าง

แผงกระจกนิรภัยเทมเปอร์ใสติดตั้งในอาคารบ้านสมัยใหม่ แสดงคุณสมบัติความแข็งแรงและความปลอดภัย

การเลือกประเภทกระจกให้คุ้มค่ากับงบประมาณและการติดตั้ง

ปัจจัยด้านราคาและค่าบริการติดตั้งกระจกอาคาร

ปัจจัยด้านราคาและค่าบริการติดตั้งกระจกอาคารขึ้นอยู่กับ ประเภทกระจก ความซับซ้อนของงาน และขนาดพื้นที่ โดยราคาวัสดุในตลาดไทยมีการแบ่งระดับตามประสิทธิภาพการใช้งาน กระจกเทมเปอร์มีราคาประมาณ 1,800–3,500 บาท/ตร.ม. กระจกลามิเนตราคา 2,500–4,500 บาท/ตร.ม. กระจกฉนวนความร้อน (IGU) ราคา 3,500–7,000 บาท/ตร.ม. และกระจก Low-E IGU ที่เน้นการประหยัดพลังงานราคาสูงสุดอยู่ที่ 4,000–8,000 บาท/ตร.ม. หรืออาจสูงถึง 9,580 บาท/ตร.ม. ตามสเปกของสารเคลือบและจำนวนชั้นกระจกที่ใช้

ค่าบริการติดตั้งถูกกำหนดโดยความยากง่ายของหน้างานและการเตรียมการผลิต กระจกเทมเปอร์และกระจกลามิเนตต้องวัดขนาดและเจาะรูล่วงหน้าให้แม่นยำเนื่องจากไม่สามารถตัดหรือแก้ไขหน้างานได้ หากเกิดความผิดพลาดจากการวัดจะต้องสั่งผลิตใหม่ทั้งหมดซึ่งทำให้ต้นทุนบานปลาย นอกจากนี้ประเภทของกรอบเฟรมยังมีผลต่อการเลือกใช้กระจก โดยเฟรมบานตายสามารถรองรับกระจกได้หนาถึง 24 มม. แต่เฟรมบานเลื่อนหรือบานเปิดมักจำกัดความหนารวมไว้ไม่เกิน 12 มม. เจ้าของอาคารควรพิจารณาเลือกใช้กระจกราคาแพงเฉพาะในจุดที่รับแสงแดดจัดหรือต้องการความปลอดภัยสูงเพื่อความคุ้มค่าของงบประมาณรวม

ข้อจำกัดและข้อควรระวังในการเลือกใช้กระจกแต่ละประเภท

ปัญหาที่มักพบจากการเลือกกระจกผิดประเภท

ปัญหาที่มักพบจากการเลือกกระจกผิดประเภทคือ ความไม่ปลอดภัยและประสิทธิภาพการใช้งานต่ำ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งงบประมาณและการอยู่อาศัยในระยะยาว

การเลือกใช้ กระจกเทมเปอร์ เพียงอย่างเดียวในจุดที่เสี่ยงต่อการพลัดตก เช่น ราวกันตก ระเบียง หรือหลังคากระจก เป็นความเข้าใจผิดที่อันตราย เพราะเมื่อกระจกเทมเปอร์แตกจะสลายตัวเป็นเม็ดเล็กๆ ทำให้สูญเสียสถานะการเป็นแผงกั้นทันที ต่างจาก กระจกลามิเนต ที่มีชั้นฟิล์มยึดเกาะเศษกระจกไว้ไม่ให้ร่วงหล่นหรือเกิดช่องโหว่ การใช้กระจกผิดจุดในลักษณะนี้จึงเพิ่มความเสี่ยงต่ออุบัติเหตุร้ายแรงได้

ในด้านการควบคุมอุณหภูมิ การใช้ กระจกตัดแสง (Tinted Glass) แทน กระจก Low-E ในห้องที่รับแดดจัดอย่างทิศตะวันตก มักไม่สามารถลดความร้อนได้ตามคาดหวัง เนื่องจากกระจกตัดแสงทำงานโดยการดูดซับความร้อนไว้ที่ตัวกระจก ทำให้กระจกมีความร้อนสะสมสูงและยังยอมให้ค่าความร้อนรวม (SHGC) ผ่านเข้าสู่ตัวอาคารได้มากกว่ากระจก Low-E IGU ที่สะท้อนความร้อนออกไปโดยตรง ปัญหานี้ส่งผลให้เครื่องปรับอากาศทำงานหนักและค่าไฟฟ้าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

นอกจากนี้ การสั่งผลิตกระจกโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดล่วงหน้ามักนำไปสู่ความผิดพลาดที่แก้ไขไม่ได้ โดยเฉพาะ กระจกเทมเปอร์ ที่ไม่สามารถตัด เจาะ หรือเจียรเพิ่มได้หลังผ่านกระบวนการอบ หากวัดขนาดผิดหรือระบุตำแหน่งรูเจาะมือจับคลาดเคลื่อนจะต้องสั่งผลิตใหม่ทั้งหมดเท่านั้น รวมถึงการเลือกใช้ กระจก IGU กับกรอบเฟรมที่ไม่ได้มาตรฐานหรือไม่รองรับความหนาของกระจก จะส่งผลให้ขอบยางเสื่อมสภาพเร็ว เกิดฝ้าหรือไอน้ำภายในช่องว่างระหว่างกระจก ทำให้เสียทัศนียภาพและประสิทธิภาพการกันความร้อนลดลงในที่สุด

ติดต่อตัวแทนจำหน่าย ประตูหน้าต่าง TOSTEM KUNNAPAB

คำถามที่พบบ่อย

กระจกเทมเปอร์กับกระจกธรรมดาดูความแตกต่างได้อย่างไร

วิธีดูความแตกต่างระหว่างกระจกเทมเปอร์และกระจกธรรมดาที่แม่นยำที่สุดคือการสังเกต ตราประทับที่มุมกระจก ซึ่งเป็นโลโก้ถาวรที่เกิดจากกระบวนการผลิตและไม่สามารถลบออกได้ เจ้าของบ้านสามารถตรวจสอบเพิ่มเติมได้ด้วยการใช้แว่นโพลารอยด์ส่องดูจะเห็น ลวดลายความเค้น (Strain patterns) หรือรุ้งบนผิวกระจกซึ่งเป็นคุณสมบัติเฉพาะของกระจกที่ผ่านการอบความร้อน กระจกเทมเปอร์ยังมีความแตกต่างที่สังเกตได้จากรอยเจาะหรือรอยบากที่ต้องทำเสร็จสิ้นก่อนการอบเทมเปอร์เท่านั้น แต่ไม่ควรใช้วิธีเคาะหรือขูดขีดเพื่อแยกประเภทเพราะอาจทำให้เกิดความเสียหายได้

ทำไมกระจกลามิเนตถึงถือเป็นกระจกที่ปลอดภัยที่สุด

กระจกลามิเนตถือเป็นกระจกที่ปลอดภัยที่สุดเพราะมี ฟิล์มยึดเกาะเศษกระจกไม่ให้หลุดร่วง เมื่อเกิดการแตกหัก โดยใช้กระจกตั้งแต่สองแผ่นขึ้นไปประกบเข้าด้วยกันด้วยชั้นฟิล์มตรงกลาง (Interlayer) ตามมาตรฐาน ISO 12543 และ มอก. 1222 ทำให้กระจกยังคงสภาพเป็นแผงกั้นและป้องกันการร่วงหล่นใส่คนด้านล่างได้ ต่างจากกระจกเทมเปอร์ที่เมื่อแตกแล้วจะสลายตัวเป็นเม็ดเล็กๆ และเสียรูปทรงทันที กระจกชนิดนี้จึงเหมาะสำหรับใช้ในตำแหน่งที่เสี่ยงต่อการพลัดตกหรือติดตั้งเหนือศีรษะ เช่น ราวกันตก สกายไลท์ และพื้นกระจก นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติเด่นในการช่วยป้องกันรังสี UV ได้ถึง 99% และช่วยลดเสียงรบกวนจากภายนอกได้ดีกว่ากระจกแผ่นเดียวทั่วไป

การเลือกกระจกสำหรับหน้าต่างบ้านควรใช้ความหนากี่มิลลิเมตร

การเลือกกระจกสำหรับหน้าต่างบ้านทั่วไปควรใช้ความหนาเริ่มต้นที่ 5-6 มิลลิเมตร สำหรับกระจกโฟลตธรรมดาหรือกระจกเทมเปอร์เพื่อให้มีความแข็งแรงและลดการสั่นสะเทือนที่เหมาะสม หากบานหน้าต่างมีขนาดใหญ่หรือต้องรับแรงลมสูงควรขยับไปใช้ความหนา 8-10 มิลลิเมตรเพื่อเพิ่มความแข็งแกร่ง ทั้งนี้ต้องตรวจสอบข้อจำกัดของกรอบเฟรมหน้าต่างด้วย โดยบานเลื่อนและบานเปิดส่วนใหญ่มักรองรับความหนากระจกรวมได้ไม่เกิน 12 มิลลิเมตร แต่หากเป็นบานตายอาจรองรับได้สูงสุดถึง 24 มิลลิเมตรสำหรับการติดตั้งกระจก IGU

กระจกตัดแสงช่วยลดความร้อนภายในบ้านได้จริงหรือไม่

กระจกตัดแสงช่วยลดความร้อนภายในบ้านได้จริง โดยทำงานผ่านการผสมออกไซด์ของโลหะลงในเนื้อกระจกเพื่อดูดซับความร้อนและลดการส่งผ่านแสงสว่าง แต่ประสิทธิภาพจะขึ้นอยู่กับเทคโนโลยีที่เลือกใช้ กระจกตัดแสงแบบสีทั่วไปมีค่าการส่งผ่านความร้อนจากแสงอาทิตย์ (SHGC) อยู่ที่ประมาณ 0.52–0.75 ซึ่งช่วยลดความร้อนได้ระดับหนึ่งแต่เนื้อกระจกจะสะสมความร้อนสูง หากต้องการลดความร้อนอย่างจริงจังควรเลือกใช้กระจกประหยัดพลังงานชนิด Low-E แบบ IGU ซึ่งสามารถลดค่า SHGC ลงเหลือเพียง 0.18–0.42 และลดความร้อนได้สูงถึง 56–73% เมื่อเทียบกับกระจกใสทั่วไป การเลือกใช้กระจกตัดแสงจึงควรพิจารณาตำแหน่งของห้องประกอบด้วย โดยเฉพาะห้องที่รับแดดจัดทางทิศตะวันตกซึ่งจะเห็นผลลัพธ์ในการลดภาระเครื่องปรับอากาศได้ชัดเจนที่สุด


Auttawut Oat (โอ๊ต)

Auttawut Oat (โอ๊ต)

มีความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์ประตูหน้าต่างอลูมิเนียม TOSTEM และประตู GIESTA มีประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาแก่เจ้าของบ้าน สถาปนิก และผู้รับเหมา ในงานออกแบบและติดตั้งประตูหน้าต่างมากว่า 15 ปี โดยมุ่งเน้นการผสานงานดีไซน์ให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์ เพื่อส่งมอบโซลูชันที่ดีให้แก่เจ้าของบ้านและผู้อยู่อาศัย


บทความที่เกี่ยวข้อง