ฟาซาด คืออะไร? ทำความรู้จักวัสดุยอดนิยม พร้อมวิธีเลือกให้คุ้มค่า

ฟาซาด คืออะไร

ฟาซาด คืออะไร? ฟาซาดคือเปลือกอาคารหรือองค์ประกอบส่วนหน้าของสิ่งปลูกสร้างที่ทำหน้าที่เป็นปราการปกป้องโครงสร้างและสร้างเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม โดยระบบนี้ช่วยบริหารจัดการสภาวะแวดล้อมผ่านวัสดุยอดนิยมอย่างอลูมิเนียมคอมโพสิต แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ ระแนงไม้เทียม และกระจกนิรภัยที่ทนทานต่อสภาพอากาศ

ติดต่อตัวแทนจำหน่าย หลังคาอะคริลิค ShinkoLite KUNNAPAB

ฟาซาด คืออะไร และทำหน้าที่อะไรในงานสถาปัตยกรรม

ฟาซาด (Facade) คือ เปลือกอาคารหรือองค์ประกอบภายนอก ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลางระหว่างพื้นที่ภายในและสภาพแวดล้อมภายนอก โดยไม่ได้เป็นเพียงแค่การตกแต่งเพื่อความสวยงามตามมาตรฐานสถาปัตยกรรม แต่เป็นระบบที่รวมถึงผนัง กระจก รอยต่อ และวัสดุหุ้มอาคารที่ทำงานร่วมกันเพื่อปกป้องโครงสร้างหลักจากสภาพอากาศ

หน้าที่หลักของฟาซาดในงานสถาปัตยกรรมคือการ ป้องกันและควบคุมสภาวะแวดล้อม โดยทำหน้าที่เป็นด่านแรกในการรับแรงปะทะจากแสงแดด รังสี UV ฝน ฝุ่นละออง และการรั่วซึมของอากาศ ฟาซาดที่มีประสิทธิภาพจะช่วยลดการสะสมความร้อนภายในอาคารผ่านการบังแดดและการระบายอากาศในช่องว่างระหว่างเปลือกอาคารกับผนังจริง ช่วยให้การใช้พลังงานในระบบปรับอากาศลดลงและเพิ่มความสบายในการอยู่อาศัย

นอกจากนี้ฟาซาดยังทำหน้าที่ สร้างเอกลักษณ์และรูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม ให้กับอาคาร โดยนักออกแบบสามารถเลือกใช้วัสดุที่หลากหลาย เช่น อะลูมิเนียมคอมโพสิต แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ หรือระแนงไม้เทียม เพื่อกำหนดสไตล์ของบ้านให้ดูทันสมัยหรือมีความเป็นธรรมชาติ ในขณะเดียวกันยังช่วยรักษาความเป็นส่วนตัวให้กับผู้อยู่อาศัยโดยที่ยังคงยอมให้แสงสว่างและลมธรรมชาติพัดผ่านเข้ามาได้ตามการออกแบบช่องเปิดที่เหมาะสมตามกฎหมายควบคุมอาคาร

ความหมายของเปลือกอาคารหรือ Facade

ฟาซาด (Facade) ทำหน้าที่เป็นปราการด่านแรกระหว่างพื้นที่ภายในกับสภาพแวดล้อมภายนอก โดยไม่ได้เป็นเพียงแค่ส่วนตกแต่งเพื่อความสวยงาม แต่เป็นระบบที่ช่วยบริหารจัดการสภาวะอากาศ ทั้งการป้องกันความร้อนจากรังสีดวงอาทิตย์ การกันฝน การรั่วซึมของอากาศ และฝุ่นละออง ตามมาตรฐาน TIS 1427-2561 และ ASTM C1186 ฟาซาดจึงถูกจัดเป็นองค์ประกอบด้านสมรรถนะที่ต้องทำงานร่วมกับโครงสร้างรอง วัสดุยาแนว และระบบรอยต่อเพื่อให้ตัวอาคารมีความทนทานต่อสภาพภูมิอากาศในระยะยาว

หน้าที่หลักของฟาซาดในงานสถาปัตยกรรมไทยคือการควบคุมสภาวะน่าสบายโดยไม่ปิดกั้นแสงสว่างหรือการไหลเวียนอากาศ เช่น การใช้ อลูมิเนียมเจาะรู (Perforated Aluminium) หรือ ระแนงไม้เทียม (Wood-look Battens) เพื่อช่วยกรองแสงและลดความร้อนสะสมก่อนจะถึงผนังอาคารชั้นใน นอกจากนี้ฟาซาดยังทำหน้าที่สร้างเอกลักษณ์ทางสถาปัตยกรรมผ่านวัสดุที่หลากหลาย เช่น แผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิต (ACP) ที่ให้ความเรียบเนียนสไตล์โมเดิร์น หรือ แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ ที่ทนทานต่อปลวกและสภาพอากาศชื้นแฉะ การเลือกใช้ฟาซาดที่เหมาะสมจึงต้องพิจารณาทั้งด้านความสวยงาม การระบายอากาศ และการบำรุงรักษาควบคู่กันไปเพื่อให้ตอบโจทย์การใช้งานจริงในสภาพภูมิอากาศแบบเขตร้อนชื้น

อินโฟกราฟิกแนะนำวัสดุยอดนิยมสำหรับทำฟาซาดเปลือกอาคาร ได้แก่ โลหะฉลุลาย อลูมิเนียมคอมโพสิต ระแนงไม้ และกระจก

หน้าที่หลักในการปกป้องและสร้างเอกลักษณ์ให้สิ่งปลูกสร้าง

หน้าที่หลักของฟาซาดด้านการปกป้องคือการเป็น ตัวกลางปรับสภาวะอากาศ โดยทำหน้าที่ป้องกันน้ำฝน รังสีโซลาร์ ฝุ่นละออง และการรั่วไหลของอากาศก่อนที่ภาระเหล่านี้จะส่งผลกระทบถึงพื้นที่ใช้งานภายใน ผลิตภัณฑ์อย่าง SCG SmartBoard หรือ TOSTEM จึงเน้นคุณสมบัติการทนแดด ทนฝน และลดการรั่วซึมของน้ำและอากาศเพื่อรักษาอุณหภูมิภายในอาคาร

นอกจากนี้ในบริบทของประเทศไทย ฟาซาดยังทำหน้าที่สำคัญในการ ควบคุมแสงแดดและการระบายอากาศ โดยเฉพาะการใช้แผงอะลูมิเนียมฉลุลาย (Perforated Aluminium) จาก FAMELINE ที่ช่วยกรองแสงและลดความร้อนสะสมแต่ยังคงยอมให้ลมหมุนเวียนได้

ในด้านการสร้างเอกลักษณ์ ฟาซาดเป็นเครื่องมือสื่อสาร รูปลักษณ์ทางสถาปัตยกรรม ที่ชัดเจนที่สุด วัสดุที่เลือกใช้จะกำหนดสไตล์ของอาคาร เช่น การใช้แผ่นอะลูมิเนียมคอมโพสิต (ACP) เพื่อความเรียบหรูแบบโมเดิร์น หรือการใช้ระแนงไม้เทียม (Fiber Cement Battens) จาก SHERA เพื่อให้ความรู้สึกอบอุ่นแบบรีสอร์ตแต่ยังคงความทนทานต่อปลวกและสภาพอากาศ ทั้งนี้ประสิทธิภาพของฟาซาดขึ้นอยู่กับการออกแบบเป็น ระบบ (System) ที่รวมถึงโครงสร้างรอง จุดรอยต่อ การระบายน้ำ และการเลือกใช้สารเคลือบผิวอย่าง PVDF/FEVE เพื่อความทนทานต่อรังสียูวีในระยะยาว

ติดต่อตัวแทนจำหน่าย หลังคาอะคริลิค ShinkoLite KUNNAPAB

ประเภทของวัสดุยอดนิยมที่ใช้ในการทำฟาซาด

การเลือกใช้โลหะฉลุลายและอลูมิเนียมคอมโพสิต

การเลือกใช้โลหะฉลุลายและอลูมิเนียมคอมโพสิตควรพิจารณาจาก วัตถุประสงค์ด้านการระบายอากาศและความสวยงาม เป็นหลัก โดยแผ่นโลหะฉลุลาย (Perforated Aluminium) เหมาะสำหรับใช้เป็น “เปลือกอาคารชั้นที่สอง” เพื่อช่วยกรองแสงแดด ลดความร้อน และเพิ่มความเป็นส่วนตัวโดยไม่ปิดกั้นทิศทางลม วัสดุนี้ผลิตจากแผ่นอลูมิเนียมหนา 1.5-3.0 มม. มีจุดเด่นด้านน้ำหนักเบาและความทนทานต่อสภาพอากาศ เหมาะสำหรับติดตั้งในส่วนที่ต้องการการถ่ายเทอากาศ เช่น โถงบันไดหรือผนังด้านทิศตะวันตก

ส่วนอลูมิเนียมคอมโพสิต (ACP) เหมาะสำหรับงานที่ต้องการ พื้นผิวเรียบเนียนและภาพลักษณ์ทันสมัย โดยแผ่นมีความหนามาตรฐาน 4-6 มม. ประกอบด้วยไส้กลางและผิวหน้าเคลือบสี PVDF หรือ FEVE ที่ทนทานต่อรังสี UV การเลือกใช้ควรระบุประเภทไส้กลางให้ชัดเจนระหว่าง PE สำหรับงานทั่วไป หรือ FR/A2 สำหรับงานที่ต้องการความปลอดภัยด้านอัคคีภัยสูง แม้จะมีราคาสูงกว่าวัสดุแผ่นชนิดอื่นโดยอยู่ที่ประมาณ 571-736 บาทต่อตารางเมตร (เฉพาะค่าแผ่น) แต่ช่วยลดภาระการทำสีหน้างานและให้ความคงทนในระยะยาวมากกว่า

การใช้ระแนงไม้และกระจกเพื่อความทันสมัย

การใช้ระแนงไม้และกระจกในงานฟาซาดช่วยสร้าง ภาพลักษณ์ที่ทันสมัยและเพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงาน โดยระแนงไม้ (มักใช้ไฟเบอร์ซีเมนต์ลายไม้) ทำหน้าที่เป็นเปลือกอาคารชั้นที่สองเพื่อกรองแสงแดดและลดความร้อนก่อนถึงตัวอาคาร ส่วนกระจกช่วยเปิดรับแสงธรรมชาติและสร้างความโปร่งตา การผสมผสานวัสดุสองชนิดนี้ช่วยให้บ้านดูมีมิติแบบรีสอร์ทหรือโมเดิร์นทรอปิคอล ในขณะที่ยังคงรักษาความเป็นส่วนตัวและการระบายอากาศที่ดี

ระแนงไม้ไฟเบอร์ซีเมนต์เป็นตัวเลือกที่นิยมในไทยเนื่องจากทนทานต่อแดด ฝน และปลวกได้ดีกว่าไม้จริง โดยผลิตภัณฑ์อย่าง SHERA หรือ SCG SmartBoard มีราคาวัสดุเริ่มต้นประมาณ 112–231 บาทต่อตารางเมตร (ไม่รวมโครงสร้างและค่าแรง) การติดตั้งควรเว้นระยะห่าง 10–20 มิลลิเมตรเพื่อให้ลมไหลเวียนและลดภาระความร้อนสะสมบนผนัง

สำหรับการใช้กระจกเพื่อให้ได้มาตรฐานความปลอดภัยและกันความร้อนในเมืองไทย ควรเลือกใช้กระจกตามมาตรฐาน มอก. เช่น กระจกเทมเปอร์ (TIS 965-2560) หรือ กระจกลามิเนต (TIS 1222-2560) ร่วมกับระบบเฟรมอลูมิเนียมที่มีประสิทธิภาพในการกันน้ำและฝุ่นอย่าง TOSTEM การติดตั้งกระจกบานใหญ่คู่กับระแนงบังแดดในทิศตะวันตกหรือทิศใต้จะช่วยลดการใช้เครื่องปรับอากาศได้โดยไม่เสียทัศนียภาพ

ภาพอาคารสมัยใหม่ที่ติดตั้งแผ่นโลหะฉลุลายอลูมิเนียมเป็นเปลือกอาคารชั้นที่สองเพื่อกรองแสงแดดและลดความร้อน

ขั้นตอนการเตรียมตัวและงบประมาณสำหรับการติดตั้งฟาซาด

การเตรียมตัวติดตั้งฟาซาดต้องเริ่มจากการ วัดพื้นที่สุทธิและตรวจสอบขนาดโมดูลวัสดุ เพื่อลดเศษวัสดุและค่าแรงจากการตัดแต่ง โดยมีขั้นตอนและงบประมาณเบื้องต้นดังนี้

  1. ตรวจสอบขนาดมาตรฐานของวัสดุที่เลือก เช่น แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์มักมีขนาด 1.2 x 2.4 เมตร หรือแผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิต (ACP) ขนาด 1.22 x 2.44 เมตร เพื่อวางระยะโครงคร่าวและแนวรอยต่อให้พอดีกับหน้างาน
  2. ประเมินงบประมาณตามประเภทวัสดุ (ราคาเฉพาะวัสดุ)
    • ไฟเบอร์ซีเมนต์แบบแผ่น: หนา 8 มม. ราคาประมาณ 112–146 บาทต่อตารางเมตร เหมาะสำหรับงานผนังภายนอกที่ต้องการความทนทานต่อแดดฝนและปลวก
    • ไฟเบอร์ซีเมนต์แบบระแนง: ราคาประมาณ 137–231 บาทต่อตารางเมตร (คำนวณจากระยะห่าง 10–20 มม.) ซึ่งจะมีค่าแรงติดตั้งและงานเก็บสีสูงกว่าแบบแผ่น
    • อลูมิเนียมคอมโพสิต (ACP): ราคาประมาณ 571–736 บาทต่อตารางเมตร โดยควรเลือกไส้กลางแบบกันไฟ (FR/A2) และเคลือบผิว PVDF/FEVE เพื่อความทนทานต่อรังสียูวี
    • งานกระจกและอลูมิเนียม: ราคาเริ่มต้นประมาณ 2,990 บาทต่อตารางเมตร ขึ้นอยู่กับมาตรฐาน มอก. ของกระจกและประสิทธิภาพการกันน้ำกันฝุ่น
  3. ตรวจสอบข้อกำหนดทางกฎหมายตามระยะถอยห่าง (Setback) ของกรมโยธาธิการและผังเมือง โดยผนังที่มีช่องเปิดหรือระเบียงต้องห่างจากแนวเขตที่ดิน 2–3 เมตร ตามความสูงของอาคาร แม้จะมีการติดตั้งฟาซาดทับซ้อนก็ยังต้องยึดตามกฎหมายนี้
  4. วางแผนระบบโครงสร้างรอง (Subframe) และวัสดุยาแนว โดยต้องเลือกสีกันสนิมตามมาตรฐาน ISO 12944 ให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม และเตรียมจุดระบายอากาศเพื่อป้องกันความร้อนสะสมระหว่างผนังเดิมกับตัวฟาซาด

การประเมินราคาตามขนาดพื้นที่และชนิดวัสดุ

การประเมินราคาฟาซาดเริ่มต้นจากการคำนวณ พื้นที่สุทธิและขนาดโมดูลวัสดุ เพื่อลดเศษวัสดุและค่าแรงติดตั้ง โดยราคาวัสดุแต่ละชนิดมีความแตกต่างกันตามคุณสมบัติและการใช้งาน

แผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ เป็นตัวเลือกที่ประหยัดที่สุด โดยแผ่นผนังภายนอกหนา 8 มม. ของ SCG มีราคาประมาณ 345–406 บาทต่อแผ่น (1.2 x 2.4 ม.) หรือคิดเป็นค่าวัสดุประมาณ 120–141 บาทต่อตารางเมตร ส่วนแผ่น SHERA หนา 8 มม. มีราคาประมาณ 323–421 บาทต่อแผ่น หรือประมาณ 112–146 บาทต่อตารางเมตร ทั้งนี้เป็นราคาเฉพาะแผ่นวัสดุ ไม่รวมโครงคร่าว สกรู งานรอยต่อ และค่าแรง

ระแนงไฟเบอร์ซีเมนต์ สำหรับงานตกแต่งมีราคาวัสดุประมาณ 137–231 บาทต่อตารางเมตร โดยคำนวณจากไม้ระแนง SHERA ขนาด 75 มม. x 3.0 ม. x 8 มม. ราคาประมาณ 39–59 บาทต่อแผ่น เมื่อติดตั้งโดยเว้นร่อง 10–20 มม. จะใช้ประมาณ 3.5–3.9 แผ่นต่อตารางเมตร แต่การติดตั้งแบบระแนงจะมีค่าแรงและเวลาในการจัดแนวสูงกว่าแผ่นเรียบ

อลูมิเนียมคอมโพสิต (ACP) มีราคาสูงกว่าแต่ช่วยลดขั้นตอนการทำสี โดยแผ่นหนา 4 มม. ยี่ห้อ Deco ราคาประมาณ 1,700 บาทต่อแผ่น และ ALTEX ราคาประมาณ 2,190 บาทต่อแผ่น (ขนาด 1.22 x 2.44 ม.) คิดเป็นค่าวัสดุประมาณ 571–736 บาทต่อตารางเมตร ซึ่งงบประมาณรวมจะเพิ่มขึ้นตามเทคนิคการพับขอบ การออกแบบโครงสร้างรอง และประเภทไส้กลางที่เป็นแบบกันไฟ (FR/A2)

งานกระจกและอลูมิเนียม มีราคาประเมินเบื้องต้นสำหรับชุดสำเร็จรูปประมาณ 2,990 บาทต่อตารางเมตร แต่ราคาจะปรับสูงขึ้นตามสเปกกระจกนิรภัยเทมเปอร์ ลามิเนต หรือกระจกประหยัดพลังงาน (Low-E) รวมถึงคุณภาพของระบบเฟรมที่ต้องป้องกันการรั่วซึมของน้ำและอากาศตามมาตรฐาน มอก.

ข้อจำกัดและปัญหาที่ควรระวังในการทำฟาซาด

ข้อจำกัดและปัญหาที่ควรระวังในการทำฟาซาดคือ การสะสมฝุ่น รายละเอียดการติดตั้ง และข้อกำหนดทางกฎหมาย ซึ่งส่งผลต่อความสวยงามและความปลอดภัยในระยะยาว โดยมีประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณาดังนี้

  • การสะสมของฝุ่นและคราบสกปรก: ฟาซาดที่มีลักษณะเป็นแผ่นฉลุลาย (Perforated) ระแนง หรือมีร่องลึก จะสร้างขอบและเหลี่ยมมุมที่ดักจับฝุ่นได้ง่ายกว่าแผ่นเรียบ เจ้าของบ้านที่ไม่ต้องการทำความสะอาดบ่อยควรเลือกใช้วัสดุที่มีผิวสัมผัสเรียบหรือเคลือบสาร Nano-PVDF เพื่อช่วยให้คราบสกปรกหลุดออกได้ง่ายขึ้น
  • ความผิดพลาดในรายละเอียดการติดตั้ง: ปัญหาส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดจากตัววัสดุแต่เกิดจากการเก็บรายละเอียด เช่น การไม่ทาสีรองพื้นบนแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ก่อนติดตั้ง การไม่ซีลรอยต่อและมุมผนังด้วยกาวแนว หรือการทำความสะอาดพื้นผิวไม่ดีพอ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาความชื้นซึมเข้าตามรอยตัดและจุดยึดจนวัสดุเสียหาย
  • การเลือกเกรดวัสดุที่ไม่เหมาะสม: การใช้แผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิต (ACP) ต้องระบุประเภทไส้กลางให้ชัดเจนระหว่างไส้พลาสติกทั่วไป (PE) กับไส้กลางกันไฟ (FR หรือ A2) เพราะความหนา 4 มม. เท่ากันไม่ได้หมายความว่าทนไฟได้เท่ากัน รวมถึงต้องเลือกการเคลือบผิวแบบ PVDF หรือ FEVE เพื่อความทนทานต่อรังสี UV ในสภาพอากาศเมืองไทย
  • ข้อจำกัดด้านกฎหมายและระยะถอยร่น: การติดตั้งฟาซาดเสริมในงานรีโนเวทต้องคำนึงถึงกฎกระทรวงฉบับที่ 55 ซึ่งกำหนดว่าผนังที่มีช่องเปิด หน้าต่าง หรือช่องระบายอากาศ ต้องมีระยะถอยร่นจากแนวเขตที่ดินเพื่อนบ้านอย่างน้อย 2 เมตร สำหรับอาคารสูงไม่เกิน 9 เมตร และ 3 เมตร สำหรับอาคารที่สูงกว่านั้น โดยการติดฉากกั้นบังตาไม่ถือเป็นการยกเลิกสถานะช่องเปิดเดิม
  • ผลกระทบต่อการระบายอากาศและแสงสว่าง: การออกแบบลวดลายที่ทึบเกินไปหรือติดตั้งชิดหน้าต่างมากเกินไปอาจขัดต่อกฎหมายอาคารที่กำหนดให้ห้องพักอาศัยต้องมีพื้นที่ช่องเปิดเพื่อระบายอากาศไม่น้อยกว่า 10% ของพื้นที่ห้อง และอาจทำให้ภายในบ้านมืดหรือร้อนสะสมหากไม่มีช่องว่างให้อากาศไหลเวียนเพียงพอ
  • การกัดกร่อนของโครงสร้างรอง: โครงเหล็กที่ใช้ยึดแผ่นฟาซาดต้องมีการป้องกันสนิมตามมาตรฐาน ISO 12944 โดยเลือกประเภทสีเคลือบให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม เพื่อป้องกันความเสียหายเชิงโครงสร้างที่อาจเกิดขึ้นก่อนอายุการใช้งานของวัสดุผิวหน้าจะหมดลง

ภาระการซ่อมบำรุงและการสะสมของฝุ่นละออง

การเลือกรูปแบบฟาซาดที่มีรายละเอียดซับซ้อนจะทำให้เกิด ภาระการซ่อมบำรุงและการสะสมของฝุ่น มากกว่าปกติ เนื่องจากแผ่นฉลุลาย ระแนง ร่องเงา และส่วนพับม้วนต่างๆ สร้างขอบและชั้นวางที่ดักจับฝุ่นได้ง่ายกว่าแผ่นเรียบปิดสนิท เจ้าของบ้านที่ไม่ต้องการล้างทำความสะอาดบ่อยควรเลือกใช้แผ่นที่มีพื้นผิวเรียบและเคลือบสารที่ช่วยลดการเกาะตัวของฝุ่น เช่น อะลูมิเนียมคอมโพสิต (ACP) ที่เคลือบผิวแบบ Nano-PVDF ซึ่งช่วยให้สิ่งสกปรกหลุดออกได้ง่ายขึ้นเมื่อฝนตก

ปัญหาการเสื่อมสภาพส่วนใหญ่มักเกิดจาก ความบกพร่องของรายละเอียดการติดตั้ง มากกว่าตัววัสดุเอง โดยเฉพาะบริเวณรอยตัด ขอบแผ่น และรอยต่อที่ซีลไม่สนิท ซึ่งเป็นจุดที่ความชื้นจะซึมเข้าสู่ระบบได้ง่าย การซ่อมบำรุงจึงต้องให้ความสำคัญกับการตรวจสอบรอยร้าวของวัสดุยาแนวและการยึดเกาะของโครงเหล็กตามมาตรฐาน ISO 12944 เพื่อป้องกันการกัดกร่อน สำหรับวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์ควรมีการทาสีรองพื้นและเก็บงานรอยต่อด้วยวัสดุอุดรอยต่อคุณภาพสูงก่อนการทาสีจริงเพื่อยืดอายุการใช้งานและลดการสะสมของคราบสกปรกตามขอบแผ่น

ผลกระทบต่อการระบายอากาศและแสงสว่างภายใน

การติดตั้งฟาซาดชั้นที่สองอาจส่งผลให้ ปริมาณแสงธรรมชาติและการไหลเวียนอากาศลดลง หากวางตำแหน่งชิดหน้าต่างเกินไปหรือเลือกลวดลายที่มีความหนาแน่นสูงเกินความจำเป็น การออกแบบที่ดีต้องรักษาสมดุลโดยเว้นระยะห่าง (Standoff distance) และเพิ่มพื้นที่เปิด (Open area) ให้เพียงพอเพื่อให้พื้นที่ภายในยังคงน่าอยู่และใช้งานได้จริง

กฎหมายควบคุมอาคารตามกฎกระทรวงฉบับที่ 55 กำหนดให้ห้องพักอาศัยต้องมีพื้นที่ ประตู หน้าต่าง หรือช่องระบายอากาศ รวมกันไม่น้อยกว่า 10% ของพื้นที่ห้อง การติดตั้งฟาซาดทับซ้อนจึงต้องไม่ไปปิดกั้นช่องเปิดเหล่านี้จนผิดหลักเกณฑ์หรือทำให้การระบายอากาศตามธรรมชาติเสียไป แม้ฟาซาดแบบตะแกรงฉลุ (Perforated aluminium) จะช่วยกรองแสงและลดความร้อนได้ดี แต่ต้องคำนึงถึงระยะถอยร่นและตำแหน่งช่องเปิดเดิมเพื่อให้แสงสว่างยังคงส่องถึงและอากาศถ่ายเทได้สะดวกตามมาตรฐาน DPT

ติดต่อตัวแทนจำหน่าย หลังคาอะคริลิค ShinkoLite KUNNAPAB

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับฟาซาด

การติดตั้งฟาซาดช่วยลดความร้อนภายในบ้านได้จริงหรือไม่

การติดตั้งฟาซาด ช่วยลดความร้อนได้จริง โดยทำหน้าที่เป็นชั้นกรองแสงแดดและระบายอากาศก่อนที่ความร้อนจะเข้าสู่ตัวอาคาร ฟาซาดประเภทอลูมิเนียมฉลุลายช่วยกรองแสงและลดความร้อนจากแสงแดดได้โดยตรง ขณะที่วัสดุอย่างไฟเบอร์ซีเมนต์มีค่าการนำความร้อนต่ำช่วยสกัดกั้นความร้อนสะสมบริเวณผนัง การติดตั้งระบบฟาซาดที่มีช่องว่างให้อากาศไหลเวียนหรือเลือกใช้กระจกที่ได้รับมาตรฐาน มอก. เช่น กระจก Low-E ร่วมกับการซีลรอยต่อที่มิดชิดจะช่วยลดการทำงานของเครื่องปรับอากาศและรักษาอุณหภูมิภายในบ้านให้เย็นลงอย่างเห็นผล

วัสดุชนิดใดมีความทนทานต่อสภาพอากาศเมืองไทยมากที่สุด

วัสดุกลุ่ม อลูมิเนียมเคลือบผิว PVDF หรือ FEVE มีความทนทานต่อสภาพอากาศเมืองไทยมากที่สุด เนื่องจากทนต่อรังสี UV และการกัดกร่อนได้ดีเยี่ยม โดยเฉพาะแผ่นอลูมิเนียมคอมโพสิต (ACP) ไส้กลางกันไฟ (FR/A2) ที่มีอายุการใช้งานสีนาน 10-20 ปี และแผ่นอลูมิเนียมเจาะรูที่ช่วยระบายความร้อนพร้อมกรองแสงแดดได้ดี

วัสดุรองลงมาคือ ไฟเบอร์ซีเมนต์ ซึ่งทนทานต่อแดด ฝน และปลวกตามมาตรฐาน TIS 1427-2561 แต่เจ้าของบ้านต้องให้ความสำคัญกับการเตรียมพื้นผิว การทาสีรองพื้น และการซีลรอยต่ออย่างถูกวิธีเพื่อป้องกันความชื้นเข้าสู่เนื้อวัสดุในระยะยาว การเลือกวัสดุฟาซาดที่เหมาะสมจึงควรพิจารณาทั้งความทนทานของตัววัสดุและระบบการติดตั้งที่รองรับการขยายตัวจากความร้อนในสภาพอากาศประเทศไทย

ฟาซาดสามารถติดตั้งกับอาคารเก่าที่ต้องการรีโนเวทได้ไหม

การติดตั้งฟาซาดกับอาคารเก่าที่ต้องการรีโนเวทสามารถทำได้และเป็นที่นิยมอย่างมากเนื่องจากมีระบบน้ำหนักเบาที่ช่วยปรับโฉมอาคารโดยไม่เพิ่มภาระโครงสร้างมากเกินไป วัสดุอย่างแผ่นไฟเบอร์ซีเมนต์ (SCG SmartBoard หรือ SHERA) และอลูมิเนียมคอมโพสิต (ACP) ถูกออกแบบมาให้ใช้งานได้ทั้งงานผนังภายในและภายนอก จึงเหมาะสำหรับการนำมาติดตั้งทับผนังเดิมเพื่อกันความร้อนและบังแดด

อย่างไรก็ตาม การรีโนเวทต้องคำนึงถึงความแข็งแรงของโครงสร้างเดิมและการทำรายละเอียดรอยต่อเพื่อป้องกันความชื้นเข้าสู่ผนังอาคาร เจ้าของบ้านต้องตรวจสอบระยะถอยร่างตามกฎหมาย DPT ซึ่งกำหนดให้ผนังที่มีช่องเปิดต้องมีระยะห่างจากแนวเขตที่ดินอย่างน้อย 2-3 เมตรตามความสูงอาคาร โดยการติดตั้งแผ่นปิดบังตาหรือฟาซาดทับช่องเปิดเดิมไม่ถือเป็นการยกเลิกสถานะช่องเปิดนั้นตามข้อกำหนดทางกฎหมาย

การทำความสะอาดเปลือกอาคารมีวิธีการดูแลอย่างไร

การทำความสะอาดเปลือกอาคารควร เลือกวิธีให้เหมาะสมกับประเภทวัสดุ เพื่อรักษาความสวยงามและยืดอายุการใช้งาน โดยวัสดุประเภทคอมโพสิต (ACP) ที่มีสารเคลือบผิวแบบนาโนจะช่วยให้คราบสกปรกหลุดลอกออกได้ง่ายด้วยน้ำฝน แต่หากเป็นวัสดุไฟเบอร์ซีเมนต์หรือระแนงไม้เทียมต้องเน้นการตรวจสอบรอยแตกของวัสดุยาแนวและสภาพฟิล์มสีอย่างสม่ำเสมอ เจ้าของบ้านควรตรวจเช็กความมั่นคงของจุดยึดและทำความสะอาดคราบฝุ่นที่สะสมตามร่องหรือรูเจาะอย่างน้อยปีละครั้งเพื่อป้องกันคราบฝังลึกและปัญหาความชื้นสะสมบริเวณขอบตัดหรือรอยต่อวัสดุ


Chonticha Gift (กิ๊ฟ)

Chonticha Gift (กิ๊ฟ)

มีความเชี่ยวชาญด้านผลิตภัณฑ์หลังคาโปร่งแสง ShinkoLite และประสบการณ์ในการให้คำปรึกษาแก่เจ้าของบ้าน สถาปนิก และผู้รับเหมา มากกว่า 15 ปี ในการเลือกโซลูชันหลังคาที่ตอบโจทย์ทั้งด้านดีไซน์และการใช้งาน โดยให้ความสำคัญกับคุณภาพ ความเหมาะสมของวัสดุ และความพึงพอใจของผู้อยู่อาศัยเป็นสำคัญ


บทความที่เกี่ยวข้อง