การต่อเติมหลังคาหน้าบ้านต้องพิจารณาทั้งชนิดวัสดุมุงอย่างเมทัลชีท โพลีคาร์บอเนต ไวนิล และไฟเบอร์กลาส ร่วมกับทรงหลังคาอย่างจั่ว ปั้นหยา หรือทรงโมเดิร์นไร้เสา เพื่อให้ได้ความคุ้มค่า ความทนทาน และการกันความร้อนที่เหมาะกับสไตล์บ้านและงบประมาณของแต่ละบ้าน คำถามว่าหลังคาหน้าบ้าน แบบไหนดี จึงขึ้นอยู่กับปัจจัยเหล่านี้เป็นหลัก
- หลังคาหน้าบ้าน แบบไหนดี เปรียบเทียบวัสดุมุงหลังคายอดนิยม
- เมทัลชีท vs โพลีคาร์บอเนต ต่างกันอย่างไร
- ไวนิล vs ไฟเบอร์กลาส เหมาะกับหลังคาหน้าบ้านแบบไหน
- รูปแบบและทรงหลังคาหน้าบ้านที่นิยมต่อเติม
- หลังคาทรงจั่ว vs ทรงปั้นหยา เลือกแบบไหนให้เข้ากับตัวบ้าน
- หลังคาต่อเติมแบบไม่มีเสาและดีไซน์โมเดิร์น
- งบประมาณต่อเติมหลังคาหน้าบ้าน และวิธีเลือกช่างติดตั้ง
- ตารางราคาต่อเติมหลังคาหน้าบ้านแต่ละวัสดุ
- ข้อเสียและข้อจำกัดของหลังคาหน้าบ้านแต่ละแบบ
- ปัญหาที่พบบ่อยหลังติดตั้งหลังคาหน้าบ้าน
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลังคาหน้าบ้าน
- หลังคาหน้าบ้านแบบไหนกันร้อนได้ดีที่สุด
- ต่อเติมหลังคาหน้าบ้านใช้เวลากี่วัน
- หลังคาหน้าบ้านแบบประหยัดงบ ควรเลือกวัสดุอะไร
หลังคาหน้าบ้าน แบบไหนดี เปรียบเทียบวัสดุมุงหลังคายอดนิยม
เมทัลชีท vs โพลีคาร์บอเนต ต่างกันอย่างไร
เมทัลชีทเป็นแผ่นเหล็กเคลือบสีทึบแสง ส่วนโพลีคาร์บอเนตเป็นแผ่นพลาสติกโปร่งแสง ทั้งสองวัสดุจึงตอบโจทย์การใช้งานคนละแบบ
| หัวข้อ | เมทัลชีท | โพลีคาร์บอเนต |
|---|---|---|
| แสงผ่าน | แทบ 0% (ทึบแสง) | มากกว่า 70% (โปร่งแสง คล้าย skylight) |
| น้ำหนัก | ประมาณ 3–5 กก./ตร.ม. (หนา 0.35–0.5 มม.) | เบากว่า ประมาณ 1.5–2.5 กก./ตร.ม. |
| การกันความร้อน | ฉนวนความร้อนต่ำ (เหล็กเปล่า U≈5, R≈0.2) เว้นแต่เคลือบสี Heat Shield หรือติดฉนวนใต้แผ่น | กันความร้อนดีกว่า โดยเฉพาะแบบ multiwall 10 มม. (R≈1.7, U≈0.6) และรุ่น heat-cut ที่กันรังสี IR ได้สูงสุดถึง 50% |
| การกัน UV | กันแสงได้เพราะทึบแสงอยู่แล้ว | กัน UV ได้ 99% แต่หากคุณภาพต่ำหรือเคลือบ UV เสื่อม จะเหลืองหรือกรอบได้ |
| เสียงตอนฝนตก | ดังกว่า เว้นแต่ติดฉนวนใต้หลังคา | ดังปานกลาง ใกล้เคียงเมทัลชีท |
| อายุการใช้งาน | ยาวนานกว่า ประมาณ 30–50 ปี (มีการรับประกันกันสนิม 15 ปี) | สั้นกว่า ประมาณ 10–15 ปี |
| ราคาวัสดุ | ประหยัดกว่า ประมาณ 500–550 บาท/ตร.ม. (หนา 0.35 มม.) | สูงกว่า แผ่นตัน 10 มม. ราคาประมาณ 1,000–1,500 บาท/แผ่น ติดตั้งแล้วราว 2,000–4,000 บาท/ตร.ม. |
โดยสรุป หากต้องการความคุ้มค่าและอายุการใช้งานยาว เมทัลชีทตอบโจทย์ได้ดี แต่หากต้องการแสงธรรมชาติและงานดีไซน์ที่ดูโปร่งสบาย โพลีคาร์บอเนตจะเหมาะกว่า

ไวนิล vs ไฟเบอร์กลาส เหมาะกับหลังคาหน้าบ้านแบบไหน
ไวนิลเหมาะกับหลังคาที่ ต้องการความเงียบและทึบแสง ส่วนไฟเบอร์กลาสเหมาะกับพื้นที่ที่ต้องการแสงธรรมชาติแบบกระจายพร้อมกันความร้อน แผ่นไวนิล (โฟม PVC) หนา 5-7 มม. มีแกนโฟมช่วยกันเสียงฝนได้ดีและกันความร้อนได้พอสมควร เหมาะกับกันสาดหรือโรงรถขนาดเล็กที่เน้นความเรียบร้อยสีขาว แต่มีข้อจำกัดเรื่องรอยต่อรั่วซึมหากติดตั้งไม่แน่นหนา ไฟเบอร์กลาสเป็นแผ่นคอมโพสิตกึ่งโปร่งแสง ให้แสงส่องผ่านแบบกระจาย 50-70% พร้อมสารกันรังสียูวีและสารสะท้อนความร้อนในบางรุ่น เหมาะกับส่วนต่อเติมที่ต้องการแสงสว่างแบบนุ่มนวลโดยไม่ร้อนจัด เช่น โรงเรือนหรือระเบียงหน้าบ้าน และมีอายุการใช้งานยาวนานกว่าไวนิลที่ราว 15-25 ปี
รูปแบบและทรงหลังคาหน้าบ้านที่นิยมต่อเติม
รูปแบบหลังคาหน้าบ้านที่นิยมต่อเติมมีสามแบบหลัก คือ ทรงจั่ว ทรงปั้นหยา และทรงโมเดิร์นไร้เสา ซึ่งแต่ละแบบเหมาะกับลักษณะบ้านและงบประมาณที่ต่างกัน
หลังคาทรงจั่วเป็นหลังคาสองด้านลาดชนกันเป็นสามเหลี่ยม ระบายน้ำฝนได้ดี โครงสร้างเรียบง่ายจึงใช้วัสดุน้อยและราคาถูกกว่า อีกทั้งยังเว้นพื้นที่ใต้หลังคาให้ระบายอากาศได้ แต่ด้านหน้าจั่วที่เป็นพื้นที่ตั้งฉากขนาดใหญ่จะรับแรงลมมากในช่วงพายุ เหมาะกับบ้านทรงโมเดิร์นหรือบ้านทรงกล่องและงานต่อเติมโรงรถขนาดเล็กที่ต้องการควบคุมงบ
หลังคาทรงปั้นหยาลาดเอียงทั้งสี่ด้านลงมาชนผนังทุกด้าน ทำให้โครงสร้างมั่นคงและทนแรงลมได้ดีกว่าทรงจั่วเพราะไม่มีผนังแนวตั้งขนาดใหญ่ให้ลมปะทะ ระบายน้ำได้สมดุลรอบด้าน แต่โครงหลังคาซับซ้อนกว่าจึงใช้วัสดุและแรงงานมากขึ้น ทำให้ราคาสูงกว่า เหมาะกับบ้านทรงไทยประยุกต์หรือบ้านสไตล์คลาสสิกที่ต้องการภาพลักษณ์หรูหราและมั่นคง
อีกแบบที่กำลังเป็นที่นิยมคือหลังคาโมเดิร์นไร้เสา ซึ่งยื่นออกจากตัวบ้านโดยไม่มีเสาค้ำด้านหน้า ให้ภาพลักษณ์โปร่งโล่งและใช้พื้นที่จอดรถหรือทางเดินได้เต็มที่ โครงสร้างอาศัยหลักคานยื่น (Cantilever) ที่ยึดเข้ากับผนังหรือโครงบ้านเดิม โดยทั่วไปรองรับระยะยื่นได้ประมาณ 3-5 เมตรโดยไม่ต้องมีเสาค้ำเพิ่ม หากต้องการระยะยื่นมากกว่านี้จำเป็นต้องใช้คานเหล็กหนาเป็นพิเศษหรือซ่อนจุดค้ำยันเพิ่มเติม เพื่อป้องกันการแอ่นตัว ก่อนติดตั้งควรตรวจสอบโครงสร้างผนังและฐานรากเดิมของบ้านว่าไม่มีรอยร้าวหรือจุดอ่อน เพราะน้ำหนักทั้งหมดจะถ่ายลงจุดยึดฝั่งเดียว รวมถึงต้องเผื่อระบบกันซึมและแฟลชชิ่งบริเวณรอยต่อให้แน่นหนาเพื่อป้องกันน้ำรั่วซึม
หลังคาทรงจั่ว vs ทรงปั้นหยา เลือกแบบไหนให้เข้ากับตัวบ้าน
การเลือกทรงหลังคาหน้าบ้านควรพิจารณาจากสไตล์บ้านและสภาพลมฝนของพื้นที่เป็นหลัก โดยทรงจั่วเหมาะกับบ้านโมเดิร์นทรงกล่องหรือบ้านทรงพื้นถิ่นทั่วไป ส่วนทรงปั้นหยาเหมาะกับบ้านสไตล์คลาสสิกหรือโคโลเนียลและพื้นที่ที่ต้องการความทนทานต่อลมแรง
| หัวข้อ | ทรงจั่ว | ทรงปั้นหยา |
|---|---|---|
| ลักษณะโครงสร้าง | หลังคาสองด้านลาดชนกันเป็นสันเดียว รูปสามเหลี่ยม | หลังคาลาดลงทั้งสี่ด้านของตัวบ้าน |
| จุดเด่น | ระบายน้ำฝนดี เพิ่มพื้นที่ใต้หลังคา โครงสร้างเรียบง่าย ราคาก่อสร้างต่ำกว่า | รับแรงลมได้ดีกว่าเพราะไม่มีผนังหน้าจั่วขนาดใหญ่ ระบายน้ำสมดุลทุกด้าน |
| ข้อจำกัด | ผนังหน้าจั่วรับแรงลมปะทะสูง เสี่ยงหลังคาปลิวในพื้นที่ลมแรง | โครงสร้างซับซ้อนกว่า ใช้วัสดุและแรงงานมากขึ้น ราคาก่อสร้างสูงกว่า |
| เหมาะกับสไตล์บ้าน | บ้านโมเดิร์นทรงกล่อง บ้านทรงพื้นถิ่นทั่วไป | บ้านสไตล์คลาสสิกหรือโคโลเนียล |
| เหมาะกับงานต่อเติม | โรงรถหรือส่วนต่อเติมขนาดเล็กที่ต้องการความง่ายและประหยัด | ส่วนต่อเติมหลักที่ต้องการความทนทานและการป้องกันสภาพอากาศสูง |
หากงบประมาณจำกัดและต้องการติดตั้งง่าย ทรงจั่วตอบโจทย์กว่า แต่ถ้าต้องการความมั่นคงต่อลมพายุและเข้ากับบ้านทรงคลาสสิก ทรงปั้นหยาเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมกว่า
หลังคาต่อเติมแบบไม่มีเสาและดีไซน์โมเดิร์น
หลังคาต่อเติมแบบไม่มีเสาใช้หลักการคานยื่น (Cantilever)ยึดจากผนังบ้านเดิม ทำให้ได้พื้นที่โล่งไม่มีเสากีดขวางและได้ดีไซน์ที่ดูโมเดิร์นเรียบง่าย
การยื่นแบบไม่มีเสารองรับมีข้อจำกัดเรื่องระยะยื่น โดยทั่วไปทำได้ประมาณ 3-5 เมตรโดยไม่ต้องมีจุดค้ำเพิ่ม หากต้องการยื่นไกลกว่านี้จำเป็นต้องใช้คานเหล็กที่มีความหนามากขึ้นหรือซ่อนจุดรองรับเพิ่มเติม เพื่อป้องกันปัญหาหลังคาแอ่นตัวจากน้ำหนักที่ฝากไว้กับผนังบ้านเพียงด้านเดียว
ก่อนติดตั้งควรตรวจสอบผนังและฐานรากของบ้านเดิมว่าแข็งแรงพอ ไม่มีรอยร้าว เพราะน้ำหนักทั้งหมดของโครงสร้างจะถ่ายลงจุดยึดนี้จุดเดียว นอกจากนี้ต้องออกแบบให้ยึดจุดฝากคานแน่นหนา เก็บงานแฟลชชิ่ง (Flashing) บริเวณรอยต่อให้กันน้ำสนิท และคำนึงถึงแรงลมปะทะใต้ท้องหลังคาที่อาจทำให้เกิดแรงยกตัว เพื่อให้โครงสร้างปลอดภัยและใช้งานได้ในระยะยาว

งบประมาณต่อเติมหลังคาหน้าบ้าน และวิธีเลือกช่างติดตั้ง
งบต่อเติมหลังคาหน้าบ้าน ขึ้นอยู่กับชนิดวัสดุที่เลือกใช้ โดยเมทัลชีทเป็นวัสดุที่ประหยัดที่สุด ราคาสะสมประมาณ 500-550 บาทต่อตารางเมตร (สำหรับความหนา 0.35 มม.) และเมื่อติดตั้งพร้อมโครงสร้างจะอยู่ที่ราวๆ 800-1,200 บาทต่อตารางเมตร ส่วนโพลีคาร์บอเนตแบบตันขนาด 10 มม. ราคาแผ่นละ 1,000-1,500 บาท เมื่อติดตั้งจะอยู่ที่ 2,000-4,000 บาทต่อตารางเมตร ไวนิลหรือยูพีวีซีราคาแผ่นละ 350-480 บาทต่อตารางเมตร ติดตั้งแล้วอยู่ที่ 2,500-3,000 บาทต่อตารางเมตร ไฟเบอร์กลาสแผ่นละ 575-750 บาทต่อตารางเมตร ติดตั้งแล้วอยู่ที่ 3,200-3,500 บาทต่อตารางเมตร ส่วนกระจกเทมเปอร์ลามิเนตซึ่งมีราคาสูงสุด ติดตั้งแล้วอยู่ที่ 4,300-4,600 บาทต่อตารางเมตร ตัวอย่างเช่น โรงรถขนาด 20 ตารางเมตร หากใช้เมทัลชีทจะอยู่ที่ราว 20,000-30,000 บาท ส่วนโพลีคาร์บอเนตจะอยู่ที่ราว 40,000-60,000 บาท ทั้งนี้ค่าแรงติดตั้งอาจเพิ่มขึ้นอีก 100-150 บาทต่อตารางเมตรสำหรับเมทัลชีทหรือ PVC และสูงกว่านั้นสำหรับงานกระจกที่ต้องใช้ความชำนาญพิเศษ
สำหรับการเลือกช่างหรือผู้รับเหมา ควรตรวจสอบก่อนว่ามีใบอนุญาตรับเหมาก่อสร้างและแบบโครงสร้างผ่านการเซ็นรับรองจากวิศวกรหรือสถาปนิกที่มีใบอนุญาตหรือไม่ พร้อมสอบถามเรื่องการขออนุญาตก่อสร้าง เพราะการต่อเติมในกรุงเทพฯ ต้องขอใบอนุญาตทุกกรณี ขณะที่พื้นที่อื่นหากเป็นกันสาดขนาดเล็ก (ต่ำกว่า 50% ของพื้นที่เดิม) อาจไม่บังคับ แต่ควรยื่นขอไว้เพื่อป้องกันปัญหาภายหลัง นอกจากนี้ควรเลือกช่างที่ได้รับการรับรองจากแบรนด์วัสดุที่ใช้ เนื่องจากบางแบรนด์กำหนดว่าต้องติดตั้งโดยช่างที่ได้รับอนุญาตจึงจะได้รับการคุ้มครองตามเงื่อนไขการรับประกัน และควรสอบถามระยะเวลารับประกันงานติดตั้งแยกจากการรับประกันตัววัสดุด้วย เช่น การรับประกันไม่รั่วซึมอย่างน้อย 1-2 ปี สุดท้ายควรขอใบเสนอราคาที่แยกรายการวัสดุและค่าแรงชัดเจน พร้อมตรวจสอบผลงานที่ผ่านมาหรือขอคำแนะนำจากลูกค้าเก่า เพื่อหลีกเลี่ยงราคาที่ต่ำผิดปกติซึ่งอาจสะท้อนถึงการลดคุณภาพงาน
ตารางราคาต่อเติมหลังคาหน้าบ้านแต่ละวัสดุ
ตารางเปรียบเทียบราคาต่อเติมหลังคาหน้าบ้านตามวัสดุ แผ่นเมทัลชีทมีราคาถูกที่สุด ส่วนกระจกเทมเปอร์มีราคาสูงสุด ดังนี้
| วัสดุ | ราคาวัสดุ (ต่อ ตร.ม./เมตร) | ราคาติดตั้ง (ต่อ ตร.ม.) |
|---|---|---|
| เมทัลชีท | ประมาณ 400-420 บาท/เมตร (0.35 มม. ราว 500-550 บาท/ตร.ม.) | ประมาณ 800-1,200 บาท/ตร.ม. |
| ยูพีวีซี/ไวนิล | ประมาณ 350-480 บาท/ตร.ม. | ประมาณ 2,500-3,000 บาท/ตร.ม. |
| โพลีคาร์บอเนต | แผ่นตัน 10 มม. ประมาณ 1,000-1,500 บาท/แผ่น, แผ่นลอน 600-900 บาท/แผ่น | ประมาณ 2,000-4,000 บาท/ตร.ม. |
| ไฟเบอร์กลาส | ประมาณ 575-750 บาท/ตร.ม. (แผ่น 5-6 มม.) | ประมาณ 3,200-3,500 บาท/ตร.ม. |
| กระจกเทมเปอร์ (4+4 มม.) | – | ประมาณ 4,300-4,600 บาท/ตร.ม. |
หากงบจำกัด แนะนำเมทัลชีทหรือยูพีวีซี เพราะราคาวัสดุต่ำกว่าวัสดุโปร่งแสงอย่างโพลีคาร์บอเนตหรือกระจกอย่างชัดเจน โดยราคาที่ระบุเป็นค่าเฉลี่ยจากผู้จำหน่าย ยังไม่รวมโครงสร้างหลังคา รางน้ำ และค่าแรงเพิ่มเติมตามความซับซ้อนของหน้างาน
ข้อเสียและข้อจำกัดของหลังคาหน้าบ้านแต่ละแบบ
หลังคาแต่ละวัสดุมีจุดอ่อนเฉพาะตัวที่ต้องพิจารณาก่อนตัดสินใจ ทั้งเรื่องรอยรั่ว การขยายตัวจากความร้อน สีซีดจากแดด สนิม เสียงดัง น้ำหนัก และการดูแลรักษา
หลังคาแบนหรือเรียบทุกชนิดมีความเสี่ยงรั่วซึมหากซีลไม่ดี โดยเฉพาะรอยรูสกรูของแผ่นโพลีคาร์บอเนตหรือเมทัลชีทที่ต้องอุดให้แน่น ส่วนแผ่นไวนิลหากต่อรอยไม่แนบสนิทจะเกิดหยดน้ำรั่วตามรอยต่อ และงานแบบยื่นไร้เสา (Cantilever) ต้องเก็บงานรอยต่อละเอียดเป็นพิเศษเพื่อกันน้ำซึม
การขยายตัวจากความร้อนก็เป็นข้อจำกัดสำคัญ โพลีคาร์บอเนตขยายตัวมากกว่าอะลูมิเนียมถึง 6-7 เท่า จึงต้องเจาะรูสกรูให้ใหญ่กว่าปกติหรือใช้คลิปแบบเลื่อนได้ หากยึดแน่นเกินไปแผ่นจะโก่งงอหรือแตกร้าว เช่นเดียวกับแผ่นเมทัลชีทที่ขยับตัวได้เมื่อโดนแดดจัด และงานแบบยื่นไร้เสายิ่งขยับตัวชัดกว่าปกติ
เรื่องสีซีดและเสื่อมสภาพจากรังสี UV พบได้ในโพลีคาร์บอเนตเกรดต่ำ (โดยเฉพาะที่มีส่วนผสมของเม็ดพลาสติกรีไซเคิล) ซึ่งจะเหลืองภายในไม่กี่ปี ขณะที่ไฟเบอร์กลาสอาจเกิดคราบขาวที่ผิว (Chalking) หากใช้สีเม็ดสี ส่วนไวนิลแม้ทนแดดได้ดีแต่ก็อาจซีดสีได้หากตากแดดต่อเนื่องเป็นเวลานาน
แผ่นเมทัลชีทมีความเสี่ยงเรื่องสนิมหากสีเคลือบหรือชั้นสังกะสีเป็นรอยขีดข่วน โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ทะเลที่จะเร่งการกัดกร่อนให้เร็วขึ้น หากไม่ใช่เหล็กเคลือบอัลลอยด์อะลูมิเนียม-สังกะสีคุณภาพดีก็จะเกิดสนิมได้ง่าย
ด้านเสียงรบกวน แผ่นเมทัลชีทบางจะมีเสียงดังเวลาฝนตก ส่วนโพลีคาร์บอเนตเงียบกว่าแต่ก็ยังได้ยินเสียงฝนอยู่บ้าง ขณะที่ไฟเบอร์กลาส กระจก และไวนิลเก็บเสียงได้ดีกว่ามาก จึงควรเพิ่มฉนวนกันเสียงหากเลือกใช้เมทัลชีท
น้ำหนักและโครงสร้างก็เป็นข้อจำกัดที่ต้องคำนึงถึง โพลีคาร์บอเนตและไวนิลเบา ไม่เป็นภาระโครงสร้างมาก แต่ไฟเบอร์กลาสหนักประมาณ 5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร ส่วนเมทัลชีทหนา 0.5 มิลลิเมตรหนักราว 3-5 กิโลกรัมต่อตารางเมตร และกระจกหนักที่สุดคือ 25 กิโลกรัมต่อตารางเมตรขึ้นไป จึงต้องใช้โครงสร้างรองรับที่แข็งแรงเป็นพิเศษ และต้องเลือกใช้กระจกนิรภัยหรือกระจกลามิเนตเท่านั้นเพราะกระจกทั่วไปแตกง่ายและเป็นอันตราย
ในแง่การบำรุงรักษา หลังคาแบบโปร่งแสงอย่างโพลีคาร์บอเนตต้องทำความสะอาดสม่ำเสมอเพราะคราบสกปรกและตะไคร่จะบังแสง ส่วนเมทัลชีทอาจต้องทาสีใหม่หลังใช้งานราว 10 ปี ขณะที่ไฟเบอร์กลาสแทบไม่ต้องดูแลนอกจากทำความสะอาดผิวหน้าเป็นครั้งคราว
ปัญหาที่พบบ่อยหลังติดตั้งหลังคาหน้าบ้าน
หลังติดตั้งหลังคาหน้าบ้าน ปัญหาที่พบบ่อยที่สุดคือการรั่วซึมบริเวณรอยต่อและรูยึดสกรู โดยเฉพาะแผ่นโพลีคาร์บอเนตและเมทัลชีทที่หากซีลไม่ดีหรือติดตั้งโดยช่างไม่มีประสบการณ์ น้ำจะซึมตามรอยต่อหรือขอบแผ่นได้ง่าย รองลงมาคือปัญหาการยืดหด-โก่งงอจากความร้อน เพราะโพลีคาร์บอเนตขยายตัวมากกว่าอะลูมิเนียมหลายเท่า หากยึดแน่นเกินไปโดยไม่เจาะรูเผื่อขยายตัวจะทำให้แผ่นโก่งหรือแตกร้าวได้ นอกจากนี้ยังพบปัญหาสีซีดเหลืองจากรังสียูวีในวัสดุคุณภาพต่ำ และการเกิดสนิมในหลังคาเมทัลชีทบริเวณรอยขีดข่วนที่สีเคลือบหลุดออก โดยเฉพาะในพื้นที่ใกล้ทะเลที่อากาศชื้นและเค็มกว่าปกติ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลังคาหน้าบ้าน
หลังคาหน้าบ้านแบบไหนกันร้อนได้ดีที่สุด
หลังคาโพลีคาร์บอเนตแบบมัลติวอลล์หรือแผ่นฉนวนกันความร้อน กันร้อนได้ดีที่สุด เพราะมีค่าความต้านทานความร้อนสูง (แผ่นหนา 10 มม. ให้ค่า R ประมาณ 1.5-2 และค่า U ประมาณ 0.6) ดีกว่าแผ่นเมทัลชีทเปล่าอย่างชัดเจน นอกจากนี้แผ่นอะคริลิกสูตร “กันร้อน” อย่าง ShinkoLite ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่าง Mitsubishi และ SCG ยังช่วยลดความร้อนจากรังสีอินฟราเรดได้ราว 50% หรือลดอุณหภูมิได้ประมาณ 5 องศาเซลเซียส หากเลือกใช้หลังคาเมทัลชีทเพราะงบจำกัด ควรเสริมฉนวนกันความร้อนหรือเว้นช่องอากาศใต้แผ่นหลังคาเพื่อลดความร้อนสะสมแทน
ต่อเติมหลังคาหน้าบ้านใช้เวลากี่วัน
ต่อเติมหลังคาหน้าบ้านโดยเฉลี่ยใช้เวลา 2-7 วัน ขึ้นอยู่กับวัสดุที่เลือก โดยเมทัลชีทใช้เวลาประมาณ 3-5 วัน โพลีคาร์บอเนตหรือยูพีวีซีใช้เวลา 2-4 วันเพราะน้ำหนักเบาติดตั้งเร็ว ส่วนไฟเบอร์กลาสใช้เวลา 3-5 วัน และหลังคากระจกใช้เวลานานสุด 5-7 วันเนื่องจากต้องเสริมโครงสร้างรองรับน้ำหนักมากขึ้น ทั้งนี้ระยะเวลาจริงยังขึ้นอยู่กับขนาดพื้นที่ ความซับซ้อนของทรงหลังคา และจำนวนช่างที่หน้างานด้วย
หลังคาหน้าบ้านแบบประหยัดงบ ควรเลือกวัสดุอะไร
หลังคาหน้าบ้านงบประหยัดควรเลือกเมทัลชีทเคลือบสีหรือแผ่นยูพีวีซี (ไวนิล) เพราะมีราคาต่ำที่สุดในบรรดาวัสดุมุงหลังคาทั้งหมด โดยเมทัลชีทความหนา 0.35 มิลลิเมตรมีราคาวัสดุประมาณ 500-550 บาทต่อตารางเมตร ตามข้อมูลราคาของ SCG ส่วนแผ่นยูพีวีซีอยู่ที่ประมาณ 350-480 บาทต่อตารางเมตร ทั้งสองแบบคุ้มค่ากว่าโพลีคาร์บอเนต ไฟเบอร์กลาส หรือกระจกที่มีราคาสูงกว่ามาก แต่หากต้องการแสงส่องผ่าน แผ่นพีวีซีลูกฟูกใสราคาประหยัดก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง



